Share |

แบคทีเรีย..ดื้อยา! ปัญหาท้าทายโลก

"เชื้อโรคดื้อยา"  กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลก เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ สมัยที่ 63 หยิบยกประเด็นนี้เป็นหัวข้อใหญ่ในการประชุม เมื่อไม่นานมานี้

"การดื้อยาของเชื้อโรค มีสาเหตุหลักมาจากการใช้ยาผิด ใช้ยาในระยะเวลาที่ไม่เหมาะสม ไม่ครบตามเวลาที่ควรใช้ยานั้น และบางทีก็เกิดจากการใช้ยาในปริมาณที่น้อยเกินไป หรือใช้ยาไม่ถูกกับโรค"

นายแพทย์สำลี เปลี่ยนบางช้าง ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดประเด็น

สอดคล้อง กับทรรศนะของ นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ที่บอกว่า ที่ผ่านมาวงการแพทย์ได้มีการพัฒนายาปฏิชีวนะขึ้นมาใช้รักษาโรคติดเชื้อ แบคทีเรียมากมายหลากหลายชนิด และสามารถปราบเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี

แต่...ใน ช่วงไม่กี่ปีมานี้มีข้อมูลใหม่ว่า เชื้อแบคทีเรียบางตัวได้มีพัฒนาการ สามารถต่อต้านยาปฏิชีวนะ หรือที่เรียกว่า ดื้อต่อยาปฏิชีวนะได้มากขึ้น จนถึงขั้นวิกฤติ

ข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพแห่ง ชาติ และเครือข่ายโรงพยาบาลอีก 60 แห่งทั่วประเทศ พบว่า เชื้อแบคทีเรียในประเทศไทยดื้อยามากกว่าประเทศที่มีการควบคุมการใช้ยาอย่าง เข้มงวด

เชื้อโรคหลายชนิดมีอัตราการดื้อยาสูงขึ้น เช่น เชื้อสเตรปโตค็อกคัส

นิวโมนิอี้ (Streptococcus pneumoniae) ที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบ พบได้ในเด็กอายุไม่เกิน 5 ขวบ มีการดื้อยาสูงถึง 61% ในปี 2550

สาเหตุของการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้ยาในปริมาณมากและใช้กันอย่างแพร่หลายมากเกินไป

"ทุก ครั้งที่มีการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ยาจะไปออกฤทธิ์ที่ตัวแบคทีเรียทำให้แบคทีเรียถูกยับยั้งการเจริญเติบโตหรือ ตายไป แต่ตามธรรมชาติมักมีการผ่าเหล่าทำให้มีเชื้อแบคทีเรียบางตัวทนต่อยา ดื้อยา และรอดชีวิต

แม้ว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ 1 ในล้านตัว แต่เชื้อแบคทีเรียที่รอดตายจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขยายเผ่าพันธุ์การดื้อยามาก ขึ้นเป็นทวีคูณ ทำให้เกิด...เผ่าพันธุ์ของเชื้อโรคที่ดื้อต่อยาเป็นล้านๆตัว"

ในการ ประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการพูดถึงผลกระทบของการดื้อยาว่า  เป็นเรื่องที่รุนแรงมาก ทั้งในแง่ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพความเป็นอยู่  และการดำเนินชีวิตของมนุษย์

เพราะ "การดื้อยา" หมายถึง การที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษา พูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือ ไม่มียาตัวไหนที่จะรักษาหรือฆ่าเชื้อโรคได้อีกต่อไป!

ยาปฏิชีวนะที่ มีการใช้มากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ก็เช่น กลุ่มเพนิซิลิน อีริ-โธมัยซิน   เตตราซัยคลิน   คลอแรมเฟนิคอล   สเตรปโตมัยซิน รวมถึง  ยาประเภทซัลโฟนาไมด์  ที่สังเคราะห์ขึ้นตามกระบวนการทางเคมีด้วย

ยา ที่เข้าข่ายทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์สูงสุด 25 อันดับแรกเป็นยาปฏิชีวนะถึง 15 รายการ โดยยาปฏิชีวนะ 5 ชนิดแรก ที่พบว่าทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์และนำไปสู่การดื้อยา เป็นยาแก้อักเสบที่ชาวบ้านใช้อยู่เป็นประจำ คือ

เซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) อะม็อกซี่ซิลิน (amoxicillin) ไอบูโปรเฟน (ibuprofen) ซัลฟาเมทธอกซาโซล และไตรเมทโธพริม (sulfamethoxazole+trimethorprim)

ซึ่งขณะนี้มีการ "ดื้อยา" เกือบทั้งหมด!

ที่ น่าสนใจและต้องเฝ้าระวังมากที่สุดก็คือ ยาพื้นๆที่เคยใช้ฆ่าเชื้อได้ผลดี อย่าง เพนิซิลิน และอีริโธมัยซิน ซึ่งในอดีตใช้เป็นยารักษาโรคปอดบวมได้ผลนั้น เริ่มเกิดอาการดื้อยามานานกว่า 10 ปีแล้ว

โดยในปี 2541-2550 พบการดื้อยาเพนิซิลินจาก 47% เป็น 61% และดื้อยาอีริโธมัยซินจาก 27% เป็น 54%

คุณ หมอจักรธรรมบอกว่า หลังจากที่ยาทั้งสองตัวเริ่มดื้อยา ก็ได้มีการพัฒนายาใหม่ๆเพื่อทดแทนเพนนิซิลินและอีริโธมัยซิน โดยพัฒนามาตั้งแต่ปี 2544 ในช่วง 5 ปีแรกที่มีการนำยาใหม่มาใช้ ยอมรับว่าไม่พบการดื้อยาของยากลุ่มใหม่

ล่าสุดมีรายงานว่า ยาใหม่ๆที่พัฒนาขึ้นมาก็เริ่มมีการดื้อยาเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการติดเชื้อที่เป็นปัญหาใหญ่ของการรักษาทางการแพทย์ทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ๆเพื่อต่อสู้กับเชื้อดื้อยามีมากขึ้น

แต่แนวโน้ม...การคิดค้นยาปฏิชีวนะชนิดใหม่กลับลดลง

เนื่องจาก บริษัทยา...ผู้ผลิตรายใหญ่ๆ เห็นว่ายาปฏิชีวนะเป็นกลุ่มยาที่อาจไม่คุ้มค่าในการลงทุนศึกษาวิจัย ไม่เหมือนตลาดของยากลุ่มที่รักษาโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือยามะเร็ง ที่คงประสิทธิภาพการรักษาและอยู่ในตลาดได้เป็นเวลานาน

ที่ น่ากลัวอีกอย่างหนึ่งก็คือ   การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลที่น่าจะเป็นโอกาสและทางรอดของผู้ป่วย   แต่บางครั้งกลับพบว่า   ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อซึ่งมีการดื้อยาและจนถึงขั้นที่รักษาไม่ได้ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังพบว่ามีการติดเชื้อดื้อยาบางชนิด   สามารถติดเชื้อข้ามกลุ่มกับเชื้อแบคทีเรียดื้อยาอย่างรุนแรงได้อีกด้วย

ตัวเลขยืนยัน พบผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกว่า 50% ติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาจนเสียชีวิต!

นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ ผอ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้รายละเอียดที่น่าตกใจว่า สิ่งที่วงการแพทย์และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยตกใจและเป็นกังวลมาก ที่สุดในขณะนี้ก็คือ

การดื้อยาของเชื้อใน กลุ่มเอซินีโทแบคเตอร์ (Acinetobacter) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล ที่มักฉวยโอกาสก่อโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจผ่านเครื่องช่วยหายใจของผู้ ป่วยไอซียู

พบว่า เชื้อดังกล่าวกำลังมีแนวโน้มดื้อต่อยาที่ดีที่สุดที่ใช้สำหรับการรักษาอาการ ติดเชื้อนี้ในโรงพยาบาล ทำให้ไม่มียาตัวใดรักษาโรคดังกล่าวได้อีกเพราะที่ผ่านมาเชื้อเหล่านี้ดื้อ ต่อยาทุกตัวอยู่แล้ว

การต่อสู้กับปัญหาเชื้อดื้อยาที่เกิดขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความร่วมมือและความรับผิดชอบของทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้อง และจำเป็นต้องเรียนรู้ตัวอย่างที่ดีจากต่างประเทศ รวมทั้งต้องร่วมมือกับหน่วยงานอื่นทั้งภายในและภายนอกประเทศในการต่อสู้กับ ปัญหานี้ด้วย เพราะปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่งอีกต่อไป

ทพ.ศิริ เกียรติ เหลียงกอบกิจ ผอ.สำนักสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยง  รอง  สสส.  เสริมว่า  จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะของประเทศไทย พบว่าประชาชนมีการใช้ยาปฏิชีวนะในโรคที่ไม่จำเป็น

เช่น โรคหวัด ประมาณ 40-60% ในระดับภูมิภาค และ 70-80% ในกรุงเทพมหานคร

ผล ที่ตามมาหลังจากเกิดภาวะดื้อยาก็คือ ผู้บริโภคต้องใช้ยาที่แพงขึ้น และต้องใช้เวลาฟื้นตัวที่ยาวนานขึ้น เนื่องจากการดื้อยาทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาลดลง

มีข้อมูลระบุ ชัดเจนว่า การกินยาเกินขนาด กินยาโดยไม่จำเป็นของคนวัย 31-45 ปี ในประเทศไทย ทำให้เกิดการ "ดื้อยา" มากที่สุดถึงร้อยละ 24.6 และ เกิดความเสียหายปีละกว่า 20,000 ล้านบาท

สอดคล้องกับข้อมูลในต่าง ประเทศ ที่พบว่าสหรัฐอเมริกาสูญเสียเงินปีละ 4-5  พันล้านดอลลาร์  จากปัญหาการดื้อยา  เช่นเดียวกับยุโรปที่สูญเสียปีละ  9 พันล้านยูโร

ขณะ ที่ตัวเลขของ อย.ระบุว่า ประเทศไทยผลิตและนำเข้ากลุ่มยาฆ่าเชื้อ รวมถึงยาปฏิชีวนะ สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของการผลิตและนำเข้ายาทั้งหมด โดยในปี 2550 การผลิตและนำเข้ายากลุ่มปฏิชีวนะมีมูลค่ารวมประมาณ 20,000 ล้านบาท

หรือประมาณ 20% ของมูลค่ายาทั้งหมดของประเทศ

ถึง วันนี้ปัญหาแบคทีเรียดื้อยาไม่ใช่ปัญหาของแพทย์หรือบุคลากรในโรงพยาบาล เท่านั้น แต่กำลังเป็นปัญหาของทุกคนในโลก ที่ต้องช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสมในการใช้ยา

ที่ผ่านมา มนุษย์มุ่งแต่จะหา "ยา" ที่ดีที่สุดเพื่อเอาชนะเชื้อโรค โดยลืมคิดไปว่า เชื้อโรคก็เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกับเรา ที่พร้อมจะต่อสู้ ดิ้นรนและเอาชนะต่อยาที่มนุษย์คิดค้นขึ้น

และดูเหมือนว่า วันนี้การต่อสู้ในเกมนี้ มนุษย์กำลังจะพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงเสียด้วย.

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์