Share |

พ.ร.บ.สัญชาติไทย สองฉบับสองมุมมอง

สมพงษ์  -  รสิตา

"คนเก่าๆบอกกับเราว่า อยู่ฝั่งพม่านี่แหละ เดี๋ยวไทยก็มายึดกลับเอง" นางรสิตาบอก

นางรสิตา ซุยยัง เป็นชาวไทยพลัดถิ่น บรรพบุรุษเป็นชาวเมืองมะริด หนึ่งในเมืองที่สยามยกให้อังกฤษไปสมัยเข้ามาล่าอาณานิคม คนไทยฝั่งพม่าไม่ว่าจะเป็นมะริด ทวาย ตะนาวศรี มักบอกลูกหลานต่อๆกันมาว่า ให้รอไทยไปยึดกลับจากพม่า

แต่การรอคอยนั้น นับวันยิ่งเลือนราง

เมื่อถูกพม่าคุกคามหนักเข้า จึงทยอยเข้ามายังจังหวัดตะเข็บแดนไทยได้แก่ ระนอง ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร เป็นต้น แม้จะมีเชื้อสายไทย แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องกลายเป็นคนพลัดถิ่น เพราะไม่มีสถานะทางทะเบียนรองรับ

จนกลายเป็นกลุ่มคนที่ "ฝั่งพม่าก็ไล่ ฝั่งไทยก็ไม่ยอมรับ"

ด้วยเหตุเหล่านี้ จึงรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นเครือข่าย สะสมสมาชิกในเครือข่ายมาแล้วประมาณ 9 ปี ปัจจุบันมีสมาชิก 3,796 คน ในจำนวนดังกล่าวนี้ประมาณกว่า 200 คน เดินจากด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2554 มาถึงรัฐสภาเย็นวันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2554 รวมทั้งหมด 14 วัน

เป็น 14 วันเพื่อการทวงสัญชาติไทย

คนไทยพลัดถิ่นปักหลักรอลุ้น พ.ร.บ.สัญชาติ ตั้งแต่เย็นวันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2554 และจะอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีความชัดเจนว่า รัฐบาลจะจัดการปัญหานี้อย่างไร

ร่าง พ.ร.บ.สัญชาติปัจจุบันมีอยู่ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่คนไทยพลัดถิ่นต้องการ ฉบับนี้ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติแก้ไขเพิ่มเติมมาจาก พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อ พ.ศ. 2551 และส่งเข้าสภาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ผู้เสนอมี 4 คน หนึ่งในนั้นคือ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่กุมบังเหียนรัฐบาลอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนร่าง พ.ร.บ.อีกฉบับหนึ่ง เป็นของสภาความมั่นคงร่างไว้ และรัฐบาลถือหางอยู่

ร่าง พ.ร.บ.สัญชาติที่คนไทยพลัดถิ่นต้องการให้ผ่านสภา กับร่าง พ.ร.บ.ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีความแตกต่างกันในบางประเด็น

เรื่องนี้ นางรสิตาบอกว่า ประเด็นที่ต่างกันคือ ร่าง พ.ร.บ.ของคนไทยพลัดถิ่น ไม่จำเป็นต้องแปลงสัญชาติ เมื่อพิสูจน์สัญชาติได้ก็จดทะเบียนเป็นคนไทยได้เลย แต่ของรัฐบาลนั้น ต้องให้แปลงสัญชาติก่อน ถึงจะขอมีสัญชาติไทยได้

ความเป็นมาของ พ.ร.บ.สัญชาติที่คนไทยพลัดถิ่นต้องการให้ผ่านสภานั้น คือ พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มีการแก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกลั่นกรองสัญชาติ มีการเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับคนไทยพลัดถิ่น เพื่อขอใช้สิทธิ์เป็นผู้มีสัญชาติไทย และกำหนดให้มีคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น

ประเด็นสำคัญของ พ.ร.บ.นี้คือ กำหนดว่า คนไทยพลัดถิ่นจะใช้สิทธิ์ในฐานะเป็นผู้มีสัญชาติไทยได้ ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นได้พิสูจน์ให้การรับรองแล้วว่า ผู้นั้นเป็นคนไทยพลัดถิ่น โดยกำหนดคุณสมบัติของคนที่จะขอพิสูจน์ความเป็นคนไทยพลัดถิ่นว่า จะต้องเป็นผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย หรือเข้ามาอาศัยอยู่จริงโดยมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ หรือครอบครัวในชุมชนท้องถิ่น ที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย มีหลักฐานทะเบียนราษฎร มีคุณสมบัติตามที่กระทรวงกำหนด เช่น ระยะเวลาการอาศัยอยู่ในไทย

และต้องมีพฤติการณ์ที่ไม่เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย

คณะกรรมการพิจารณาคนไทยพลัดถิ่นนั้น มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้แต่งตั้ง เมื่อกรรมการพิสูจน์แล้ว ให้ขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน เพื่อให้นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นขึ้นทะเบียนราษฎรต่อไป

นางรสิตาบอกว่า "พ.ร.บ. เป็นฉบับที่อาจารย์ไกรศักดิ์เสนอไป ประเด็นสำคัญคือ  เป็นการคืนสัญชาติโดยการเกิด และจะต้องมีคณะกรรมการพิสูจน์ความเป็นคนไทยพลัดถิ่น  ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและนักพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และตัวแทนของชาวบ้านเข้าไปอยู่ด้วย"

ส่วนของสภาความมั่นคงแห่งชาตินั้น ถ้าผ่านสภาไป คนที่จะได้รับสัญชาติไทยจะต้องแปลงสัญชาติก่อน "ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมต้องให้
คนไทยพลัดถิ่นไปเป็นคนอื่นก่อน ทำไมต้องให้ไปเป็นคนพม่าก่อน แล้วค่อยมาเป็นคนไทย แบบนี้เราว่าไม่เป็นธรรมกับเรา เพราะเราเป็นคนไทย เลือดเนื้อเราเป็นไทย"

ประเด็นที่ยอมรับยากคือ "เขาไม่มีคณะกรรมการรับรอง เขาโยนให้มหาดไทยหมดเลย ซึ่งกฎหมายมันคร่ำครึแล้ว เป็นกฎหมายไม่ให้ตัวแทนชาวบ้านเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาของตัวเอง"

และที่สำคัญ พ.ร.บ.ฉบับของรัฐบาล "ถ้าปล่อยให้มหาดไทยเป็นผู้ดูแลหมด ก็จะเจอปัญหาเหมือนกับการสำรวจบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนอีก จะมีการเรียกเก็บเงินกัน มีการทุจริตกัน คอรัปชันกัน คนที่ควรจะได้ก็ไม่ได้ คนที่ไม่ควรได้กลับได้เพราะขึ้นอยู่กับการจ่ายเงิน"

แต่ถ้าร่าง พ.ร.บ.ของคนไทยพลัดถิ่นผ่าน การสืบทราบคนไทยพลัดถิ่น  ที่เกรงว่าอาจจะมีคนอื่นปลอมปนเข้ามาด้วยนั้น  นางรสิตาบอกว่า "เราสำรวจเฉพาะคนที่เราเห็นหน้ากันทุกวัน เอาเข้าจริง ถ้าสืบสาวญาติกันเราก็จะรู้จักกันหมด บ้านอยู่ที่ไหน ปู่ย่าตายายชื่ออะไร ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้"

ตอนนี้ พ.ร.บ.ของคนไทยพลัดถิ่นอยู่ในรัฐสภาเป็นลำดับที่ 52 ส่วนของ สมช.ยังไม่ได้เข้าไป แต่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯบอกคณะคนไทยพลัดถิ่น เมื่อวันไปพบว่า จะขอมติ ครม.ให้เป็นร่างของรัฐบาล แล้วก็เอาเข้าสภาพิจารณา

นางรสิตาบอกว่า อยากให้ พ.ร.บ.สัญชาติผ่านและมีผลบังคับใช้ในสมัยประชุมนี้และ "ถ้าฉบับของสภาความมั่นคงผ่าน ก็เท่ากับว่า วิธีการแก้ปัญหาก็จะเหมือนเดิม คือพี่น้องของเราต้องไปแปลงสัญชาติเหมือนเดิม เท่ากับไม่มีการแก้ปัญหาใดๆทั้งสิ้น"

ความเดือดร้อนของชาวไทยพลัดถิ่น นางรสิตาบอกว่า ปัญหาเป็นต้นว่า เมื่อจะเดินทางออกนอกจังหวัด ต้องไปขออนุญาตที่ว่าการอำเภอ เอกสารต้องเตรียมคือรูปถ่าย 3 รูป สำเนาบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน 1 ฉบับ สำเนาทะเบียนราษฎร 1 ฉบับ ระยะเวลาการขอใช้เวลา 3-5 วัน ถึงจะได้

การเข้าถึงการรักษา โรงพยาบาลมักอ้างว่า คนไทยพลัดถิ่นไม่ได้เสียภาษีให้กับรัฐ ทั้งๆที่รายได้ของคนไทยพลัดถิ่นมักไม่ถึง และต้องเสียทุกครั้งอยู่แล้วเมื่อซื้อของ ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว

และยังเรื่องการศึกษา แม้จะเรียนจบสูงๆได้ แต่เข้าทำงานไม่ได้ เนื่องจากไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน และการเข้าโรงเรียนของเด็กๆก็ไม่ง่ายนัก เพราะบางโรงเรียนอ้างว่ายังไม่มีครูสอนคนไทยพลัดถิ่น บ้างก็อ้างว่ายังไม่มีโต๊ะเรียน จนเด็กขาดโอกาสทางการศึกษา

"เพื่อนๆบางคนก็ลาออกจากโรงเรียน เพราะอายเนื่องจากถูกล้อว่าเป็นคนไร้สัญชาติ" นายสมพงษ์ หงษ์ภิญโญ บอก

กลางแดดสายของวัน คนไทยพลัดถิ่นนั่งอยู่หน้ารัฐสภา ลุงน้ำ ชายวัยกว่า 50 ปี เร่งหุงข้าวกระทะใบบัวอย่างขะมักเขม้น เพื่อแจกจ่ายให้กับญาติๆที่อยู่ในชะตากรรมเดียวกัน

เสมือนให้ความฝันของคนไทยพลัดถิ่น ฝากไว้กับรัฐสภาที่เต็มไปด้วยเสียงกดดันจากคนต่างสี และสภาพเศรษฐกิจที่บีบรัด จนคนมีสัญชาติไทยเองยังกระอักอาน.

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์